- ทำไมต้องเขียนเรื่องนั้น เขียนให้ใครอ่าน ให้เขาอ่านทำไม.....ฯลฯ
- เขียนให้ผู้ที่สนใจจะมาศึกษาดูงานการขับเคลื่อน ปศพพ. สู่โรงเรียนของเรา ซึ่งรวมถึงกรรมการประเมินฯ ได้รับรู้หลักคิดและหลักปฏิบัติในการนำ ปศพพ. มาใช้ในโรงเรียน...
- เขียนให้รู้ว่าโรงเรียน "รู้จักตนเอง" รู้"๔ มิติ" ของตนเอง (วัตถุ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม) หรือก็คือ "บริบท+ภูมิสังคม" ของโรงเรียนนั่นเอง ....
- ข้อระลึกสำคัญคือ หลัก ปศพพ. เป็น "หลักคิด" และ "หลักปฏิบัติ" ในการดำเนินชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหรืออุปนิสัยของคน ดังนั้น นอกจะเขียนถึง ความเป็นอยู่ อาชีพ การงาน รายได้ ฯลฯ ของผู้คนแล้ว ต้องเขียนให้เห็นถึง ลักษณะนิสัย พฤติกรรม โดยเฉพาะสภาพปัญหาของนักเรียน ก่อนการนำหลัก ปศพพ. มาใช้....
- ข้อแนะนำสำคัญคือ ในการเขียนอธิบายเกี่ยวกับวิธีการขับเคลื่อน ปศพพ. ฯ ควรเขียนให้เห็นเหตุผลเชื่อมโยงกับ บริบทต่างๆ ที่เขียนไว้นี้ด้วย ..
ลองดูตัวอย่างการเขียนของ โรงเรียนแห่งหนึ่งดูนะครับ ....
...โรงเรียนโนนสังวิทยาคาร เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๑๙ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่เลขที่ ๘๘ หมู่ ๑๔ ตำบลโนนสัง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โรงเรียนโนนสังวิทยาคาร เดิมชื่อว่า โรงเรียนโนนสัง โดยมีนาย อโนทัย มีอาษา , นายจวน นาถา นายนุย สีดาหลง , นายสา ภิรมย์ราช เป็นผู้อุทิศที่ดิน จำนวน ๑๒ ไร่ เพื่อสร้างโรงเรียน เริ่มเปิดรับนักเรียนครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๑๗ เป็นโรงเรียนสหศึกษาเปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโดยเป็นสาขาของโรงเรียนอุดรพิทยานุกุล ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับอนุมัติแยกเป็นโรงเรียนโนนสังวิทยาคาร ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ โดยการบริจาคของชาวบ้านโนนสัง ซึ่งมีพื้นที่ ๖๙ ไร่ ๑๘ ตารางวา อยู่ที่ถนนโนนสัง-ศรีบุญเรือง ห่างจากที่ว่าการอำเภอโนนสังไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒ กิโลเมตรอยู่ติดกับโรงพยาบาลอำเภอโนนสัง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับอนุมัติให้เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปัจจุบัน
คำวิจารณ์
- เห็นบริบทด้านวัตถุ ภูมิศาสตร์ ชัดครับ แต่ไม่เห็นด้านอื่นๆ ไม่เห็นภูมิสังคม ความเป็นอยู่ อาชีพ การดำเนินชีวิต หรือวัฒนธรรมของโรงเรียนและชุมชน...
- เห็นแนวทางการพัฒนาตนเองตามโครงการต่างๆ... สำหรับกรรมการหรือผู้อ่านที่อยู่ใน "วงการ" น่าจะเข้าใจได้ครับ ....
อักสักหนึ่งตัวอย่างครับ
โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑
ตำบลโคกเพชรพัฒนา
อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ อยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอ ๑๙
กิโลเมตร
ห่างจากที่ตั้งจังหวัด ๘๐ กิโลเมตร
เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ๑
ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ให้บริการนักเรียน ๓ หมู่บ้านหลัก คือ
บ้านโคกเพชร หมู่ที่ ๑ บ้านโคกพงาด
หมู่ที่ ๒ และบ้านคันฉูเก่า หมู่ที่ ๕ และให้บริการนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอีก ๔
หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านโคกคึม หมู่ที่ ๓, บ้านซับยาง
หมู่ที่ ๔, บ้านโคกตาเมา หมู่ที่ ๖ และบ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ ๑๐
ชุมชนมีลักษณะเป็นชุมชนชนบท ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง
ทำไร่อ้อย เลี้ยงสัตว์ และรับจ้างทั่วไป
สภาพบ้านเรือนอยู่ติดกันเป็นกลุ่มๆ ในเครือญาติ ขนาดครอบครัวไม่ใหญ่ รายได้ต่อครัวเรือนค่อนข้างต่ำ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่อยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย
ลุง ป้า เพราะผู้ปกครองต้องไปทำงานหารายได้ในต่างจังหวัด
ส่งผลให้นักเรียนมีปัญหาทางด้านการเรียน
ปัญหาครอบครัว และปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะปัญหาการชู้สาวและออกกลางคัน อัตราการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นค่อนข้างต่ำ
จากปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้นคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองและคณะครู
มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาต่างๆ
ที่กล่าวมา
โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงบูรณาการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิด
“หลักคิดสู่วิธิปฏิบัติ” ซึ่งเห็นได้จากหลายๆ
โรงเรียนเรียนที่ผ่านการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงว่าหลักปรัชญานี้เป็นหลักสากล
ส่งผลให้ผู้เรียนเก่ง ดี
และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
คำวิจารณ์
- ผมคิดว่าการเขียนนี้ดีมากครับ เห็นบริบท ความเป็นอยู่ อาชีพ ผู้คน สภาพจริงของโรงเรียน เห็นสภาพปัญหาของนักเรียนและชุมชน
- หากตอนเขียนผลลัพธ์ของการขับเคลื่อน เชื่อมโยงว่า หลังจากขับเคลื่อน ปศพพ. แล้ว ปัญหาดังกล่าวนี้ได้รับการแก้ไขหรือไม่อย่างไร จะสวยงามอย่างยิ่งครับ.....
- เห็นเหตุเห็นผล เห็นวิธีคิด ของการน้อมนำมาใช้.....
- หากจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ ก็ทำได้ครับ เช่น เจาะลึก ระบุ ข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น ว่าสภาพจริงหรือสภาพปัญหาต่างๆ นั้น มีขนาดหรือความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งต้องอาศัยการสำรวจตรวจสอบอย่างมีหลักวิชาการ ...... เช่น .... รายได้เฉลี่ย..... บาท..... ร้อยละ ๖๐ ของผู้ปกครอง.... เป็นต้น
เป็นเพียงความคิดเห็นนะครับ....
ด้วยความจริงใจ
อ.ต๋อย
๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๖
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น