วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรื่องเล่าจากครูเพ็ญพัช แก้วคะตา โรงเรียนบ้านหนองผักชี จ.ชัยภูมิ

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนบ้านหนองผักชี ที่อำเภอเนินสง่า จังชัยภูมิ มาแล้ว ๓ ครั้ง ทุกครั้งที่ไป จะกลับมาพร้อมกับความประทับใจเด็กนักเรียนชั้น ป.๑ ทุกครั้ง ประทับใจที่เด็ก ป.๑ ของคุณครูเพ็ญพัช แก้วคะตา กล้าคิด กล้าคยโต้ตอบกับผมอย่างไม่เคอะเขิน แต่ละคนมีตาเป็นประกายฉายให้เห็นความสุขในการสนทนา ผมเจอท่านอีกครั้งในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จึงกลับไปค้นเรื่องของท่าน และขอนำเรื่องเล่าในแบบคัดกรองเพื่อรับการประเมินโรงเรียนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นตัวอย่างของ "เรื่องเล่าเร้าพลัง" ให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ร่วมกันครับ

....ดิฉันได้รับทราบคำว่าหลักปรัชญาของเศรษกิจพอเพียงผ่านสื่อต่างๆ มาพอสมควร แต่มิได้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะเข้าใจว่าเป็นการใช้ชีวิตแบบไม่ฟุ่มเฟือยเท่านั้น จนกระทั่งโรงเรียนได้สมัครเข้าร่วมเป็นสถานศึกษาพอเพียงและได้รับการอบรม จึงมีความเข้าใจใหม่ว่า ปศพพ. เป็นหลักคิดในการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของเราทุกคน เมื่อเข้าใจ ปศพพ. ดังนี้แล้ว ครั้งแรกดิฉันได้นำ ปศพพ. สู่นักเรียนชั้น ป.๑ ให้เข้าใจ โดยผ่านกิจกรรมปลูกผักในกระถางพลาสติกและการเพาะเมล็ดในถุงนมโรงเรียน โดยผักที่ปลูกนั้นเป็นผักที่บ้านนักเรียนใช้เป็นประจำและโตเร็ว เช่น หอม ผักชี คะน้า เป็นต้น โดยนักเรียนเป็นผู้นำพันธุ์ผักมาเอง ช่วยกันเตรียมดินโดยนำปุ๋ยคอกมาจากบ้าน และกิจกรรมเพาะเมล็ด เด็กเรียนรู้การเพาะเมล็ดที่งอกเร็วและเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารประจำวันได้และมีในท้องถิ่น เช่น มะละกอ มะรุม ขนุน แค โสน เป็นต้น โดยขั้นตอนการปลูกทุกขั้นตอนเด็กได้ลงมือปฏิบัติและได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานด้วยตนเอง เมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติกิจกรรมแล้ว ดิฉันจึงเริ่มถามนักเรียนด้วยคำถาม "ทำไม" เช่น ทำไมครูให้นักเรียนปลูกผักใส่กระถางและเพาะเมล็ดใส่ถูกนม ทำไมนักเรียนนำเมล็ดแคมาเพาะ ทำไมเราจึงแช่เมล็ดก่อนเพาะ ฯลฯ เมื่อถูกถามและนักเรียนตอบ จนครบตามหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขแล้ว ครูให้ความรู้ในเรื่องที่เรียนเพิ่มเติม แล้วจึงนำนักเรียนถอดบทเรียนและให้รูจัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขของ ปศพพ. ที่ใช้ในการเรียนรู้และนำไปปรับใช้กับการทำงานอื่นๆ ได้ โดยสรุปให้นักเรียนเข้าใจ ปศพพ. คือความรอบคอบ และพร้อมในการแก้ปัญหาที่เกิดตลอดเวลา...จากกิจกรรมนี้จึงได้นำ ปศพพ. สู่การเรียนวิชาอื่นๆ เด็กมีความสุขในการอยู่ร่วมกันมากขึ้น มีความรอบคอบในการทำงานการเตรียมเครื่องเขียนมากขึ้น...

ผมเห็นทั้งวิธีคิด วิธีทำ เห็นภาพของผลลัพธ์ชัดเจน ร่องรอยของความสุขที่ติดมากับบางท่อนคำที่เมื่ออ่านแล้วความทรงจำของผมก็ผุดมารับทันกันไป....

ผมว่าสาเหตุที่นักเรียน ป.๑ กล้าคิดกล้าพูด เป็นเพราะวิธีสอนของครูเพ็ญพัช เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ด้วยคำถาม โดยไม่ได้เน้นการเล่าบอกก่อน ....ทำไมเราจึงต้องแช่เมล็ดก่อนเพาะ... บ่งบอกว่าครูเพ็ญพัช ไม่ได้เล่าบอกบรรยาย เหมือนที่ครูทำกันทั่วไป

ผมเห็นความเข้าใจต่อ ปศพพ. ด้านการศึกษาที่ถูกต้องของครูเพ็ญพัชครับ....ปศพพ. เป็นหลักคิดในการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตของเราทุกคน.... ท่านเขียนง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่มีพลังยิ่งนัก

ผมเห็นเป้าหมายในที่นี้คือ อุปนิสัยพอเพียง ....ปศพพ. คือความรอบคอบ และพร้อมในการแก้ปัญหาที่เกิดตลอดเวลา... ที่ครูเพ็ญพัช ปลูกฝังให้กับนักเรียนอย่างเป็นขั้นตอน ได้แก่ การเน้นให้ลงมือทำเองด้วยกิจกรรมใกล้ตัวใกล้ชีวิต กระตุ้นให้เรียนรู้ด้วยคำถาม และมีกระบวนการสะท้อนถอดบทเรียน อีกทั้งยังมีการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ต่อไป..... ท่านแตกฉานด้านการจัดการเรียนรู้จริงๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เรื่องเล่านี้ยังสามารถพัฒนาขึ้นให้ดีได้อีก ในประเด็นต่อไปนี้
  • สามารถเขียนให้กระชับได้มากขึ้น เพราะมีบางตอนของเรื่องเล่า ที่เขียนซ้ำทวนความหมายเดิม เช่น ....โดยผักที่ปลูกนั้นเป็นผักที่บ้านนักเรียนใช้เป็นประจำและโตเร็ว เช่น หอม ผักชี คะน้า เป็นต้น โดยนักเรียนเป็นผู้นำพันธุ์ผักมาเอง ช่วยกันเตรียมดินโดยนำปุ๋ยคอกมาจากบ้าน และกิจกรรมเพาะเมล็ด เด็กเรียนรู้การเพาะเมล็ดที่งอกเร็วและเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารประจำวันได้ และมีในท้องถิ่น เช่น มะละกอ มะรุม ขนุน แค โสน เป็นต้น....
  • การปรับคำเชื่อมต่างๆ จะทำให้สลวยสวยขึ้นครับ
  • การเลือกเมล็ดพันธุ์ที่โตเร็วและมีในบ้าน คุณครูต้องการออกแบบให้เหมาะสมกับสมาธิของนักเรียนและต้องการการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองหรือเปล่าครับ .... หากเชื่อมโยง และเขียนเสริมเหตุผลดังกล่าวนี้ด้วย จะทำให้เห็นมิติของหลักวิชาในการออกแบบการเรียนรู้มากขึ้นครับ..
ขอบูชาคุณครูดีครูเพื่อศิษย์ ครูเพ็ญพัช แก้คะตา ครับ ....


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น